วัดหนองบัว ทิศใต้ช่องที่ 6-5-4(กัณฑ์ที่ 11)1.8

Description

Digital Data

TITLE:
น่าน
AUTHOR:
หอภาพถ่ายล้านนา โดย มูลนิธิรองศาสตราจารย์ กันต์ พูนพิพัฒน์
KEYWORDS:
DESCRIPTION:

ภาพเขียนจิตรกรรมในกัณฑ์ที่ 11 กาวินทราชยุทธกัณฑ์ เขียนเล่าเรื่องบนฝาผนังระหว่างหน้าต่างช่องที่ 5 และ 6 เล่าเหตุการณ์ในเมืองอนุราธบุรี (ภาพเขียนฝั่งขวามือหน้าปราสาทของพระเจ้าธรรมขันตี) ครั้นเมื่อทำยุทธหัตถีกัน มิมีผู้ใดเป็นฝ่ายแพ้และชนะ ไพร่พลต่างล้มตายเป็นอันมาก ทั้งสองทัพจึงทำการพักรบกัน ครั้นพระเจ้ากาวินทะแลเหล่ากษัตริย์น้อยใหญ่ ดำริอุบาย ร่ายมนต์กำบังบังตัว กำบังบังตา และลักเข้าไปในพระนคร ครั้นนั้นเจ้าจันทคาธเอาแก้วมณีทิพยเนตรส่องดูกษัตริย์เหล่านั้น จึงแจ้งแก่นางพรหมจารี ว่าพระเจ้ากาวินทะและเหล่ากษัตริย์น้อยใหญ่ร่ายมนต์บังตากำบังกายเข้ามาในพระนคร เจ้าจันทคาธจึงเอาน้ำจากแก้วมณีวิเศษทาที่พระเนตรของพระนางพรหมจารี และเหล่านักรบหญิงทั้งหลาย ด้วยอานุภาพของแก้วมณีพระนางและเหล่านักรบหญิง จึงเห็นกษัตริย์เหล่านั้น ทำแสร้งเป็นว่าไม่เห็น และเข้าจับกุมตัวเหล่ากษัตริย์น้อยใหญ่ไว้ได้ทั้งหมด กาลต่อมาพระนางพรหมจารีจึงปล่อยกษัตริย์น้อยใหญ่ เว้นแต่พระเจ้ากาวินทะ แล้วทรงบังคับให้พระเจ้ากาวินทะล้างพระบาท (เท้า)นางกษัตริย์ทั้งหลายเสีย แล้วให้ทรงรับปฏิญญาว่า จะต้องส่งทอง 16 โกฏิมาให้ทุกๆ ปี ในบริเวณนี้มีอักษรล้านนากำกับอยู่ อักษรชุดบนอ่านได้ความว่า “นางพรมมจาลีมัดพระยากาวีนทะหนี้แล” และอักษรชุดล่างอ่านได้ความว่า “ขอเทอะเจ้า” พระเจ้ากาวินทะทรงเครื่องแบบกษัตริย์สวมกระบังหน้ามีกรรเจียกคือเครื่องประดับหูมีรูปเป็นกระหนก ใช้ประกอบกับพระมหามงกุฎ พระชฎา หรือรัดเกล้า และสวมกรองศอทับบนเสื้อแขนยาว มีทับทรวงและสายสังวาลสะพายแล่ง สวมพาหุรัดที่ต้นแขน นุ่งสนับเพลาคือกางเกงขายาวประมาณครึ่งแข้งมีผ้าห้อยหน้าหรือชายไหวระหว่างชายแครง มีแถบผ้าปลายงอนหุ้มปลายขากางเกงทั้ง 2 ข้าง นุ่งโจงทับ ปัจจุบันยังหมายถึงกางเกงด้วย ราชาศัพท์ใช้ว่า พระสนับเพลาไม่สวมรองเท้า  เหล่ากษัตริย์มีการแต่งกายที่น่าจะได้รับอิทธิพลมาจากกรุงเทพคือ สวมเสื้อแขนยาวนุ่งผ้ามีลวดลายหรือผ้าพื้นสีเรียบผืนเดียวที่เรียกว่านุ่งแบบ“นุ่งผ้าต้อย”หรือ“เค็ดม่าม”โดยจะม้วนผ้าเป็นเกลียวสอดระหว่างขาเป็นการนุ่งแบบเดียวกับการถกเขมรหรือโจงกระเบน เผยให้เห็นลายสักยันต์ตั้งแต่ท้องน้อยจนถึงหัวเข่าที่มีลวดลายสัตว์หิมพานต์ อันเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของชายชาวไทลื้อและไทยวนในแถบนี้ ตัดผมสั้นทรงมหาดไทยและไม่สวมรองเท้า

ในบริเวณนี้มีอักษรล้านนาเขียนกำกับอยู่ อ่านได้ความว่า “เข้ามาว่าจักมัดเอานางพรมมจารีแล” และยังมีอักษรชุดล่างอ่านได้ความว่า “ขอเทอะเจ้า” 

ในภาพพระเจ้ากาวินทะทรงเครื่องแบบกษัตริย์ สวมกระบังหน้ามีกรรเจียก คือ เครื่องประดับหูมีรูปเป็นกระหนก ใช้ประกอบกับพระมหามงกุฎ พระชฎา หรือรัดเกล้า และสวมกรองศอทับบนเสื้อแขนยาว มีทับทรวงและสายสังวาลสะพายแล่ง สวมพาหุรัดที่ต้นแขน นุ่งสนับเพลาคือกางเกงขายาวประมาณครึ่งแข้งมีผ้าห้อยหน้า หรือชายไหวระหว่างชายแครง มีแถบผ้าปลายงอนหุ้มปลายขากางเกงทั้ง 2 ข้าง นุ่งโจงทับ ปัจจุบันยังหมายถึงกางเกงด้วย ราชาศัพท์ใช้ว่า พระสนับเพลาไม่สวมรองเท้า 

ส่วนเหล่ากษัตริย์มีรูปแบบการแต่งกายที่น่าจะได้รับอิทธิพลมาจากกรุงเทพ คือ สวมเสื้อแขนยาวนุ่งผ้ามีลวดลาย หรือ ผ้าพื้นสีเรียบผืนเดียวที่เรียกว่านุ่งแบบ “นุ่งผ้าต้อย” หรือ “เค็ดม่าม” โดยจะม้วนผ้าเป็นเกลียวสอดระหว่างขาเป็นการนุ่งแบบเดียวกับการถกเขมรหรือโจงกระเบน เผยให้เห็นลายสักยันต์ตั้งแต่ท้องน้อยจนถึงหัวเข่า ในล้านนาเรียกว่า “สักเตี่ยวก้อม” สักขาลาย นิยมสักเป็นลวดลายสัตว์หิมพานต์ อันเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของชายชาวไทลื้อและไทยวนในแถบนี้ และไว้ผมสั้นทรงมหาดไทย และไม่สวมรองเท้า

ส่วนพระนางพรหมจารี แต่งกายแบบหญิงในราชสำนักล้านนา คือ นำผ้าแถบสีเรียบมาห่มแบบมัดอก นุ่งซิ่นตีนจกคำ คือ ซิ่นที่ต่อด้วยตีนจก ที่ทอด้วยดิ้นทอง หรือ ดิ้นเงิน ที่นิยมใช้ในหญิงไทยวนของล้านนา ส่วนท้องซิ่นก็เป็นรูปแบบเฉพาะที่พบได้แต่ในเมืองน่านเท่านั้น นับเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของผ้าซิ่นตีนจกในเมืองน่าน มุ่นมวยผม เรียกว่าเกล้าแบบ “วิดว้อง” ไว้กลางศีรษะ มัดมวยด้วยสร้อยคำ หรือสร้อยทอง เจาะหูใส่ “ลานหู” มีลักษณะเป็นแผ่นใบลาน แผ่นเงิน หรือทองคำ นำมาม้วนแล้วใส่เข้าไป สวมกำไลทองคำ และไม่สวมรองเท้า 

ส่วนเหล่านางกษัตริย์ทรงเครื่องแต่งกายคล้ายกับพระนางพรหมจารี            สวม หรือ นุ่งซิ่นที่เรียกว่า “ซิ่นป้อง” เป็นผ้าซิ่นรูปแบบเฉพาะที่พบได้แต่ในเมืองน่านเท่านั้น 

ส่วนเหล่าทหาร (บริเวณด้านบน) ลักษณะกำลังจับเหล่ากษัตริย์ของพระเจ้ากาวินทะมัด นายทหารในภาพสัณนิษฐานว่าน่าจะเป็นชาวไทลื้อ คือ สวมเสื้อแขนยาวนุ่งผ้าพื้นสีเรียบผืนเดียวที่เรียกว่านุ่งแบบ “นุ่งผ้าต้อย” หรือ “เค็ดม่าม” โดยจะม้วนผ้าเป็นเกลียวสอดระหว่างขาเป็นการนุ่งแบบเดียวกับการถกเขมรหรือโจงกระเบน เผยให้เห็นลายสักยันต์ตั้งแต่ท้องน้อยจนถึงหัวเข่า ในล้านนาเรียกว่า “สักเตี่ยวก้อม” สักขาลาย นิยมสักเป็นลวดลายสัตว์หิมพานต์ อันเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของชายชาวไทลื้อและไทยวนในแถบนี้ และไว้ผมสั้นทรงมหาดไทย เบื้องก็นำผ้าขาวมาโพกหัว และไม่สวมรองเท้า

PUBLISHER:
หอภาพถ่ายล้านนา โดย มูลนิธิรองศาสตราจารย์ กันต์ พูนพิพัฒน์
OTHER CONTRIBUTORS:
หอภาพถ่ายล้านนา โดย มูลนิธิรองศาสตราจารย์ กันต์ พูนพิพัฒน์
DATE:
07/02/2558
RESOURCE TYPE:
จิตรกรรมฝาผนัง
FORMAT:
Image/jpeg
RESOURCE IDENTIFIER:
คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิหอภาพถ่ายล้านนา ในกำกับของกรรมการอำนวยการหอภาพถ่ายล้านนา
SOURCE:
จิตรกรรมฝาผนัง
LANGUAGE:
ไทย/อังกฤษ
RELATION:
COVERAGE:
วัดหนองบัว อ.ท่าวังผา จ.น่าน ภาคเหนือ ประเทศไทย
RIGHT MANAGEMENT:
หอภาพถ่ายล้านนา โดย มูลนิธิรองศาสตราจารย์ กันต์ พูนพิพัฒน์

Physical Data

COLLECTION NAME:
น่าน
IMAGE CODE:
000
SUBJECT AGE:
CATEGORY:
จิตรกรรมฝาผนัง
PROVENANCE:
รองศาสตราจารย์กันต์ พูนพิพัฒน์
COVERAGE:
วัดหนองบัว อ.ท่าวังผา จ.น่าน ภาคเหนือ ประเทศไทย view map
ORIGINAL SIZE:
000
DIGITAL SIZE:
000